ธุรกิจขนส่งแพ้หรือชนะที่ต้นทุนน้ำมัน เพราะน้ำมันคือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของรถทุกคัน แต่หลายบริษัทกลับไม่รู้จริงว่าแต่ละคันสิ้นเปลืองเท่าไร เติมที่ไหน เติมใคร และเรทที่เก็บลูกค้ายังกินกำไรอยู่หรือเปล่า บทความนี้รวมหลักคำนวณน้ำมันแบบใช้ได้จริง ตั้งแต่อัตราสิ้นเปลืองต่อกิโลเมตร งบกำไร-ขาดทุนรายคัน วิธีตั้งเรทค่าขนส่งต่อน้ำมัน จนถึงจุดคุ้มทุนของการใช้โปรแกรม พร้อมแนะนำสินค้าใหม่ โปรแกรมขนส่งเติมน้ำมันด้วย QR Code ที่เชื่อมแอปมือถือและ LINE OA ให้ทุกเที่ยวเติมตรวจสอบได้ทันที

ในงบของบริษัทขนส่งทั่วไป ต้นทุนน้ำมันมักคิดเป็น 30-40% ของต้นทุนดำเนินงานทั้งหมด มากกว่าเงินเดือนคนขับและค่าซ่อมบำรุงรวมกันในหลายกรณี ตัวเลขก้อนใหญ่แบบนี้ถ้าบริหารด้วยความรู้สึก แค่รั่วไหลร้อยละเดียวก็เท่ากับเงินเดือนพนักงานหนึ่งคนที่หายไปทุกเดือน ปัญหาคือข้อมูลการเติมน้ำมันของบริษัทขนส่งส่วนใหญ่ยังกระจัดกระจายอยู่ในใบเสร็จ สมุดจดของคนขับ และไฟล์ Excel ที่รวมช้า ทำให้ตั้งเรทผิด ตรวจรถผิดปกติไม่ทัน และป้องกันการสูญเสียไม่ได้เลย

ทำไมธุรกิจขนส่งต้องใช้โปรแกรมน้ำมัน

ธุรกิจปั๊มน้ำมันใช้ระบบควบคุมหัวจ่ายเพราะยอดต้องแม่นต่อลิตร ส่วนธุรกิจขนส่งเจอปัญหากลับด้าน คือยอดเติมเกิดขึ้นหลายปั๊ม หลายคนขับ หลายเส้นทาง ในวันเดียวกัน ยิ่งฟลีตใหญ่ยิ่งควบคุมด้วยมือไม่ไหว เหตุผลที่บริษัทขนส่งจึงต้องมีโปรแกรมน้ำมันของตัวเองมีหลัก ๆ ดังนี้

  • ไม่รู้ต้นทุนจริงรายคัน — ถ้ายอดเติมของแต่ละคันรวมช้าเป็นเดือน จะไม่มีทางรู้ว่ารถคันไหนกินน้ำมันผิดปกติ วิ่งเส้นทางไหนขาดทุน หรือเรทรายโครงการตัวไหนบางเกินไป
  • น้ำมันหายทั้งก้อนจากการโกง — การเทน้ำมันขายต่อ ยื่นใบเสร็จปลอม หรือเติมแทนรถอื่น เกิดได้ทุกวันเมื่อใช้ระบบความไว้วางใจ ปั๊มที่รับเติมราคากลุ่มก็ตรวจสอบยากถ้าไม่มีร่องรอยผูกคนขับกับทะเบียนรถ
  • ตั้งเรทค่าขนส่งด้วยการเดา — เรทที่ต่อรองจากคู่แข่งลบหนึ่งสองบาทโดยไม่รู้ต้นทุนต่อกม.ของตัวเอง คือสาเหตุอันดับหนึ่งของการรับงานเยอะแต่เงินสดไม่โต
  • ราคาดีเซลขึ้นลงไม่หยุด — โมเดลเรทรวมน้ำมันโดยไม่มีข้อมูลสิ้นเปลืองจริง ทำให้รับความเสี่ยงราคาเข้าบริษัทเต็ม ๆ โดยไม่รู้ว่าควรกันเผื่อเท่าไร
  • งบประมาณและโควตาคุมไม่ได้ — คนขับเติมเท่าไรก็ได้ตามที่ปั๊มอนุญาต ไม่มีโควตารายคัน ไม่มีขั้นตอนอนุมัติเมื่อเติมเกินปกติ ช่องโหว่นี้เปิดให้เงินรั่วทั้งที่ยอดขายดี

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาคน แต่เป็นปัญหาระบบ บริษัทขนส่งที่จับข้อมูลการเติมได้แบบเรียลไทม์จะยกระดับการบริหารไปเลยสองขั้น จากการเดาเป็นการวัด และจากการวัดเป็นการควบคุม เครื่องมือที่ใช้คือโปรแกรมน้ำมันที่ออกแบบมาสำหรับฟลีตโดยเฉพาะ ซึ่งจะพาไปดูตัวจริงในช่วงท้ายบทความ ก่อนอื่นมาจัดการกับตัวเลขกันก่อน

หลักคำนวณน้ำมัน 3 ตัวที่บริษัทขนส่งต้องรู้ให้แม่น

การคำนวณน้ำมันของรถขนส่งมีตัวเลขหลักอยู่ 3 ตัวที่พันกันเป็นสายโซ่เดียว ถ้าตัวใดผิด ทั้งงบกำไรและเรทที่ตั้งก็ผิดตามทั้งสาย ให้ทำความเข้าใจทีละตัว พร้อมสูตรที่คัดลอกไปใช้ได้ทันที

1. อัตราสิ้นเปลือง (กม./ลิตร) — ตัวเลขพื้นฐานที่ต้องแม่นก่อนใคร

อัตราสิ้นเปลืองเท่ากับระยะทางที่วิ่งจริงหารด้วยลิตรที่เติมจริงในช่วงเวลาเดียวกัน สูตรง่ายแต่คนใช้ผิดเยอะ เพราะวิธีที่แม่นยำคือเติมเต็มถังถึงถัง (full-to-full) เท่านั้น จดเลขไมล์ตอนเติมเต็มครั้งก่อน วิ่งจนใกล้หมด แล้วกลับมาเติมเต็มอีกครั้งที่ปั๊มเดิมถ้าทำได้ ลิตรที่จ่ายรอบนี้คือลิตรที่รถกินจริงตลอดช่วงนั้น ถ้าเติมไม่เต็มถังหรือเติมลอย ๆ ตามใบเสร็จ ตัวเลขจะเหลื่อมไปเรื่อย ๆ จนวิเคราะห์อะไรไม่ได้เลย

ประเภทรถ (บรรทุกเต็ม)สิ้นเปลืองโดยทั่วไปต้นทุนน้ำมันต่อกม. ที่ดีเซล 32 บาท/ลิตร
รถกระบะ / รถตู้ส่งของ9-11 กม./ลิตรประมาณ 2.9-3.6 บาท
รถ 6 ล้อ6-7 กม./ลิตรประมาณ 4.6-5.3 บาท
รถ 10 ล้อ3.5-4.5 กม./ลิตรประมาณ 7.1-9.1 บาท
รถพ่วง 6 ขา2-3 กม./ลิตรประมาณ 10.7-16.0 บาท

ตัวเลขในตารางเป็นค่ากลางไว้ใช้เทียบตัวเองกับตัวเอง ไม่ใช่ไปเทียบกับรถคนอื่น เพราะสิ้นเปลืองขึ้นกับน้ำหนักบรรทุก ถนน อากาศ และสไตล์การขับ เป้าหมายจริงคือทำให้ข้อมูลของฟลีตเราแม่นแล้วเฝ้าดูเทียบรายสัปดาห์ รถที่หลุดจากช่วงปกติของตัวเอง 1-2 กม./ลิตร โดยไม่มีเหตุผลจากเส้นทาง คือสัญญาณแรกของการสูญเสียเสมอ

2. ต้นทุนน้ำมันต่อกิโลเมตร — ตัวต่อจากอัตราสิ้นเปลือง

เมื่อมีอัตราสิ้นเปลืองและราคาต่อลิตร ต้นทุนน้ำมันต่อกม. เท่ากับราคาต่อลิตรหารด้วยกม.ต่อลิตร ยกตัวอย่างรถ 10 ล้อที่สิ้นเปลือง 4 กม./ลิตร กับดีเซล 32 บาท/ลิตร จะได้ต้นทุนน้ำมัน 8 บาทต่อกม. รถคันนี้วิ่ง 250 กม. ต่อวัน เท่ากับน้ำมันหมดไป 2,000 บาทต่อวัน หรือ 52,000 บาทต่อเดือนเมื่อวิ่ง 26 วัน ตัวเลขนี้คือฐานของทุกการคำนวณต่อไป ทั้งงบกำไรรายคันและเรทค่าขนส่ง

3. ต้นทุนน้ำมันต่อเที่ยวและต่อตัน-กิโลเมตร — ตัวเลขที่ใช้ตั้งราคาจริง

ต้นทุนน้ำมันต่อเที่ยวเท่ากับต้นทุนต่อกม. คูณระยะทางเที่ยวนั้น (รวมขากลับเปล่าถ้ามี) ส่วนบริษัทที่ขนส่งหลายลูกค้าน้ำหนักไม่เท่ากัน ควรไปต่อถึงต้นทุนต่อตัน-กิโลเมตร คือต้นทุนน้ำมันต่อกม. หารด้วยน้ำหนักบรรทุก (ตัน) เพื่อให้ตั้งราคาตามน้ำหนักได้ยุติธรรมและแม่นขึ้น ลูกค้าที่บรรทุกเต็มคันทุกเที่ยวจะแบกราคาต่อกม.ได้ถูกกว่าลูกค้าที่บรรทุกครึ่งคัน เพราะต้นทุนน้ำมันหารต่อหน่วยสินค้าได้มากกว่า นี่คือหลักที่ทำให้เรทของเราแข่งได้โดยไม่ขาดทุนแอบแฝง

คำนวณกำไร-ขาดทุนงานขนส่ง ทำได้จริงในระดับรายคัน

กำไร-ขาดทุนของงานขนส่งคำนวณได้ตรงไปตรงมา คือรายได้จากเรทลบด้วยต้นทุนรวมต่อเที่ยวหรือต่อเดือน แต่ความยากอยู่ที่ต้นทุนแต่ละหมวดต้องมาจากข้อมูลจริง โดยเฉพาะน้ำมันที่ต้องมาจากยอดเติมรายคัน ไม่ใช่การเอาใบเสร็จมารวมท้ายเดือน ตารางต่อไปนี้คืองบตัวอย่างของรถ 10 ล้อหนึ่งคัน วิ่ง 6,500 กม.ต่อเดือน ใช้ต้นทุนต่อกม.แต่ละหมวดคูณเข้าไป

หมวดต้นทุนต้นทุนต่อ กม.ต่อเดือน (6,500 กม.)
น้ำมัน (4 กม./ลิตร ที่ 32 บาท/ลิตร)8.00 บาท52,000 บาท
เงินเดือนคนขับรวมโอที4.50 บาท29,250 บาท
ซ่อมบำรุง ยาง น้ำมันเครื่อง2.50 บาท16,250 บาท
ประกันภัย พ.ข.ร. ภาษีรถ1.50 บาท9,750 บาท
ค่าเสื่อมราคารถ3.50 บาท22,750 บาท
รวมต้นทุน20.00 บาท130,000 บาท
รายได้ เรทรวมน้ำมัน 24 บาท/กม.24.00 บาท156,000 บาท
กำไรขั้นต้นรายคัน4.00 บาท26,000 บาท

จากงบเดียวกันนี้จะเห็นพลังของข้อมูลน้ำมันที่แม่นทันที ถ้าน้ำมันรั่วไหลหรือสิ้นเปลืองเกินขึ้น 5% ต้นทุนน้ำมันโตเป็น 54,600 บาทต่อเดือน กำไรรายคันจะเหลือ 23,400 บาท ลดลง 2,600 บาท หรือ 10% ของกำไรเดิมทั้งที่น้ำมันรั่วแค่ 5% ประโยคเดียวสรุปได้ว่า น้ำมันรั่วหนึ่งส่วน กำไรหายสองเท่าตัว เพราะกำไรของงานขนส่งบางลงจากตัวเลขฐานที่บางอยู่แล้ว นี่คือเหตุผลที่บริษัทขนส่งต้องมีตัวเลขน้ำมันรายคันที่เชื่อถือได้ทุกวัน ไม่ใช่ปลายเดือน

แนวทางอ่านงบแบบเดียวกันนี้ใช้กับปั๊มน้ำมันด้วย ใครดูแลทั้งปั๊มและฟลีตของตัวเอง อ่านต่อในบทความ อ่านงบกำไรขาดทุนปั๊มน้ำมันให้เป็นใน 10 นาที เพื่อเห็นภาพกำไรต่อลิตรฝั่งปั๊มคู่กัน

วิธีตั้งเรทค่าขนส่งต่อน้ำมันให้ไม่ขาดทุน

เรทค่าขนส่งมีสองโมเดลหลักที่ตลาดใช้กันจริง และสองโมเดลนี้คำนวณจากต้นทุนชุดเดียวกัน ต่างกันแค่ว่าใครแบกความเสี่ยงราคาน้ำมัน การเลือกผิดโมเดลโดยไม่มีข้อมูลสิ้นเปลืองรายคัน คือเหตุผลที่งานเยอะแต่กำไรไม่มา

โมเดลที่ 1: เรทรวมน้ำมัน (All-in rate)

ลูกค้าจ่ายก้อนเดียวต่อกม.หรือต่อเที่ยว รวมค่าน้ำมันแล้ว สูตรคือ เรท = ต้นทุนรวมต่อกม. + กำไรที่ต้องการต่อกม. จากตัวอย่างข้างบน ต้นทุนรวม 20 บาทต่อกม. เป้ากำไร 4 บาทต่อกม. ได้เรท 24 บาทต่อกม. โมเดลนี้ลูกค้าสบายใจเพราะราคาคงที่ แต่เราแบกความเสี่ยงราคาดีเซลเต็ม ๆ จึงต้องใส่เงื่อนไขปรับราคาตามดัชนีราคาน้ำมัน (fuel adjustment clause) ในสัญญาเสมอ และต้องรู้สิ้นเปลืองจริงของแต่ละเส้นทางเพื่อตั้งเรทแยกเส้นทาง ไม่ใช่เรทเดียวทั้งบริษัท

โมเดลที่ 2: เรทไม่รวมน้ำมัน + ค่าน้ำมันตามยอดเติมจริง

ลูกค้าจ่ายเรทเปล่าที่รวมคนขับ ซ่อมบำรุง ประกัน ค่าเสื่อม และกำไร (ตัวอย่างเดิมลบน้ำมันออกเหลือต้นทุน 12 บาทต่อกม. บวกกำไร 4 บาท เป็น 16 บาทต่อกม.) ส่วนค่าน้ำมันชำระตามยอดเติมจริงของรถ หรือตามราคาที่ตกลงกัน โมเดลนี้ป้องกันความเสี่ยงราคาดีเซลให้เรา แต่แลกมาด้วยเงื่อนไขเดียว คือยอดเติมจริงต้องแม่นและตรวจสอบได้ เพราะลูกค้าจะจ่ายตามที่เราเสนอเสมอ ถ้าไม่มีระบบผูกยอดเติมกับทะเบียนรถแบบหลักฐานชัด ความไว้ใจที่เคยมีจะตายตอนตัวเลขไม่ตรง ระบบเติมน้ำมันด้วย QR Code ในส่วนสินค้าใหม่ด้านล่างเกิดมาเพื่อปัญหานี้โดยตรง

จุดคุ้มทุนเมื่อใช้โปรแกรมน้ำมัน คำนวณแบบผู้บริหาร

คำถามที่ควรถามก่อนลงทุนคือ โปรแกรมน้ำมันจะคืนทุนเมื่อไร วิธีคิดง่ายที่สุดคือเทียบค่าใช้จ่ายระบบต่อเดือนกับเงินที่กันได้จากสองแหล่ง แหล่งแรกคือการกันการสูญเสียจากการโกงและการเติมเกินโควตา แหล่งที่สองคือการลดอัตราสิ้นเปลืองจากการจับรถผิดปกติ วางแผนเส้นทาง และเปลี่ยนพฤติกรรมการขับ สมมติค่าใช้จ่ายระบบรวมอยู่ที่ 5,000 บาทต่อเดือน ตารางนี้คือจุดคุ้มทุนตามขนาดฟลีต โดยใช้รถ 10 ล้อตัวอย่างเดิมยอดน้ำมัน 52,000 บาทต่อคันต่อเดือน

ขนาดฟลีตยอดน้ำมัน/เดือนกันสูญเสีย 2%ลดสิ้นเปลือง 3%รวมประหยัด/เดือนเทียบค่าระบบ 5,000 บาท
5 คัน260,000 บาท5,200 บาท7,800 บาท13,000 บาทคุ้ม 2.6 เท่า
20 คัน1,040,000 บาท20,800 บาท31,200 บาท52,000 บาทคุ้ม 10 เท่า
50 คัน2,600,000 บาท52,000 บาท78,000 บาท130,000 บาทคุ้ม 26 เท่า

แนวคิดจุดคุ้มทุนแบบเดียวกันนี้ใช้กับงานปั๊มด้วย ทั้งการกันยอดหายที่รั่วทีละจุดและการคุมต้นทุนรายกะ อ่านวิธีคิดต่อใน 7 จุดรั่วไหลของเงินและน้ำมันในปั๊ม พร้อมวิธีป้องกัน และกรณีอยากตรวจสอบย้อนหลังว่ายอดหายอยู่ที่ไหน มีลำดับการตรวจแบบลงมือทำใน น้ำมันหายในปั๊ม ตรวจสอบฉบับลงมือทำได้

สินค้าใหม่: โปรแกรมขนส่งเติมน้ำมัน ด้วย QR Code เชื่อมแอปและ LINE OA

ทุกตัวเลขในบทความนี้จะเกิดขึ้นจริงได้ ต้องมีร่องรอยการเติมที่ผูกกับคนขับและทะเบียนรถทุกครั้ง นี่คือจุดที่สินค้าใหม่ของเรา **FuelSmart Fleet — โปรแกรมขนส่งเติมน้ำมัน** เข้ามาตอบโจทย์ คนขับแสดง QR Code จากแอปมือถือที่หน้าปั๊ม เจ้าหน้าที่สแกนยืนยันตัวคนขับ ทะเบียนรถ และโควตาคงเหลือก่อนจ่ายน้ำมัน ยอดเติมลงระบบทันทีที่จ่ายจบ ไม่มีใบอนุญาตกระดาษ ไม่มีบัตรเติมเงินที่ยืมกันได้ และไม่มียอดที่ต้องรอมารวมปลายเดือน

หน้าจอแอปโปรแกรมขนส่งเติมน้ำมัน FuelSmart Fleet แสดงจำนวนรถที่เข้ามาซื้อน้ำมัน 315 คัน กราฟยอดรายกะ 7 กะล่าสุด และยอดขายรวม 299,488 บาท
หน้าจอแอปจริง — นับจำนวนรถที่เข้ามาเติมต่อกะ กราฟเทียบ 7 กะล่าสุด และยอดขายรวมเป็นบาท เปิดดูจากมือถือได้ทุกที่

การเติมน้ำมันด้วย QR Code ทำงานอย่างไร

  1. คนขับเปิดแอปแล้วแสดง QR Code ที่ผูกกับตัวเองและทะเบียนรถที่กำลังขับ
  2. เจ้าหน้าที่ปั๊มสแกนยืนยันตัวตน ระบบโชว์โควตาคงเหลือและราคาเติมของรถคันนี้ทันที
  3. จ่ายน้ำมันตามโควตา ยอดลิตร ราคา ปั๊ม และเวลา บันทึกเข้าระบบแบบเรียลไทม์
  4. ผู้บริหารและศูนย์ควบคุมเห็นทุกเที่ยวเติมของทั้งฟลีตในแอป พร้อมสรุปยอดรายวันเข้า LINE OA

นอกจากการยืนยันตัวตน ระบบยังคุมโควตาลิตรและจำนวนเงินต่อรถ ต่อคนขับ ต่อวันหรือต่อเดือน กรณีเติมเกินโควตาจะขึ้นขออนุมัติผู้บริหารก่อนจ่ายได้ ทำให้เกิดขั้นตอนควบคุมจริงในทุกธุรกรรม ไม่ใช่แค่บันทึกหลังเกิดเหตุ ราคาเติมแบบราคากลุ่มของแต่ละลูกค้าหรือโครงการก็ตั้งได้หลายระดับ ผูกกับประเภทน้ำมันและจุดเติม

ส่งข้อความผ่านแอป และสรุปรายวันเข้า LINE OA

การสื่อสารของงานขนส่งเกิดขึ้นระหว่างทางตลอดเวลา ระบบจึงมีการส่งข้อความผ่านแอปให้ศูนย์ควบคุมสั่งงาน อนุมัติโควตาเพิ่ม แจ้งเปลี่ยนเส้นทาง และตอบคำถามคนขับได้ในแอปเดียวกับยอดเติม ทุกข้อความมีประวัติเก็บย้อนหลังครบ ส่วนผู้บริหารไม่ต้องเปิดแอปก็ได้ข่าว เพราะระบบส่งสรุปยอดเติมประจำวัน ยอดรายรถ และการแจ้งเตือนเมื่อพบเติมผิดปกติเข้า LINE OA โดยอัตโนมัติ อนุมัติเรื่องด่วนจากมือถือได้ทันที

ผลที่ได้คือรายงานต้นทุนน้ำมันรายรถที่คำนวณสิ้นเปลืองต่อกม.และต้นทุนต่อเที่ยวให้อัตโนมัติ นำไปใช้ตั้งเรทตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ตรวจรถสิ้นเปลืองผิดปกติก่อนเป็นก้อน และต่อรองราคาลูกค้าด้วยตัวเลขจริง ดูรายละเอียดความสามารถทั้งหมดได้ในหน้า โปรแกรมขนส่งเติมน้ำมัน และถ้าอยากเห็นภาพรวมยอดขายของปั๊มที่รถมาเติมจากมือถือด้วย ดูความสามารถต่อเนื่องได้ใน แอปมือถือปั๊มน้ำมัน ที่ทำงานร่วมกันในชุดระบบเดียว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมขนส่งเติมน้ำมัน

โปรแกรมขนส่งเติมน้ำมันใช้กับปั๊มที่รถไปเติมอย่างไร?

ใช้ได้ทั้งปั๊มที่บริษัทเป็นเจ้าของเองและปั๊มแม่ข่ายที่รับเติมตามราคากลุ่ม ทุกจุดเติมบันทึกผ่าน QR เดียวกัน ยอดจึงรวมเข้าระบบเดียวแบบเรียลไทม์ ผู้บริหารเห็นยอดรวมและยอดรายรถครบทุกจุดเติม พร้อมไขว้กับใบเสร็จของแต่ละปั๊มได้รายเที่ยว

คนขับไม่มีสมาร์ตโฟนต้องทำอย่างไร?

ระบบผูกสิทธิ์กับตัวคนขับและทะเบียนรถเป็นหลัก กรณีคนขับไม่มีหรือลืมโทรศัพท์ ศูนย์ควบคุมสามารถออกโควตาแทนชั่วคราวจากหน้างานได้ พร้อมบันทึกเหตุผลไว้ตรวจสอบย้อนหลัง รถจึงไม่ต้องจอดรอนาน และทุกการอนุมัติยังอยู่ในร่องรอยเดียวกัน

ถ้าอินเทอร์เน็ตหลุด ยอดเติมจะหายหรือเติมเกินโควตาได้ไหม?

ยอดไม่หายครับ ธุรกรรมถูกบันทึกที่เครื่องก่อนเสมอ แล้วซิงก์ขึ้นแอปอัตโนมัติเมื่อเน็ตกลับมา โควตาที่ใช้ไประหว่างออฟไลน์ยังถูกนับรวมถูกต้อง ระบบจึงกันการเติมซ้ำหรือเติมเกินโควตาในช่วงเวลาเดียวกันได้

จุดคุ้มทุนของฟลีตผมควรคำนวณอย่างไร?

ใช้สูตรง่าย ๆ คือ ยอดน้ำมันที่เติมต่อเดือน คูณอัตราการสูญเสียที่อยากกันไว้ แล้วเทียบกับค่าใช้จ่ายระบบต่อเดือน ยิ่งฟลีตใหญ่ยิ่งคุ้มเร็ว เพราะการลดการสูญเสียเพียง 2-3% ของยอดเติม มักมากกว่าค่าระบบหลายเท่าตัว ตามตัวอย่างฟลีต 5, 20 และ 50 คันในบทความนี้

เริ่มใช้งานต้องเตรียมอะไรบ้าง ติดตั้งอุปกรณ์บนรถหรือไม่?

ไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์บนรถครับ ฝั่งคนขับใช้แอปมือถือ ฝั่งปั๊มของบริษัทใช้ร่วมกับระบบ FuelSmart ส่วนปั๊มแม่ข่ายภายนอกบันทึกผ่าน QR ได้ทันที ขั้นตอนเริ่มใช้คือสร้างข้อมูลฟลีตและโควตา อบรมคนขับ แล้วเริ่มเติมด้วย QR ได้ในวันเดียว

สรุปสั้น ๆ ว่าการคำนวณน้ำมันที่แม่นคือฐานของเรทที่ไม่ขาดทุน และการควบคุมการเติมด้วย QR Code คือวิธีทำให้ฐานนั้นแม่นได้จริงทุกวัน ทุกเที่ยวเติม ทุกคัน ทุกปั๊ม บทความกลุ่มเดียวกันที่ช่วยต่อยอดได้ ได้แก่ แก้ปัญหาน้ำมันหายหน้าลาน สำหรับฝั่งปั๊มที่อยากปิดช่องโหว่ครบทั้งระบบ และ โปรแกรมน้ำมัน ภาพรวมระบบครบวงจรทั้งปั๊มและฟลีต ทีมงาน MagnitudePlus พร้อมสาธิตระบบให้ดูถึงหน้างาน พร้อมช่วยคำนวณจุดคุ้มทุนตามขนาดฟลีตของคุณฟรี ไม่มีภาระผูกพัน

อยากให้ระบบช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ปั๊มของคุณ?

ทีมงาน MagnitudePlus พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ประเมินหน้างานจริง และสาธิตระบบให้ดูตามปัญหาที่ปั๊มเจอ ไม่มีภาระผูกพัน ใช้เวลาเพียง 15 นาทีทางโทรศัพท์