อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ราคาค่าขนส่ง และประกันภัย คือสามเรื่องที่พันกันเป็นสายเดียวของธุรกิจขนส่ง ถ้าคำนวณสิ้นเปลืองผิดตั้งแต่ต้น ราคาค่าขนส่งที่ตั้งไว้จะคลาดจากต้นทุนจริงทั้งสาย ยิ่งรับงานเยอะยิ่งขาดทุน บทความนี้อธิบายครบทั้งสามเรื่องตามลำดับการใช้งานจริง เริ่มจากวิธีวัดสิ้นเปลืองให้แม่นรายเส้นทาง ต่อด้วยหลักตั้งราคาค่าขนส่งตามงานที่รับ และปิดท้ายด้วยประกันที่ผู้ประกอบการขนส่งควรมี ทั้งประกันสินค้าขนส่งและประกันอุบัติเหตุคนขับ

น้ำมันมักกิน 30-40% ของต้นทุนดำเนินงานขนส่งทั้งหมด แต่เจ้าของรถหลายรายตั้งราคาโดยลอกเรทคู่แข่งแล้วหวังว่าปลายเดือนจะเหลือกำไร โดยไม่เคยรู้จริงว่าหนึ่งเที่ยวของตัวเองกินต้นทุนเท่าไร พอเจอเรทที่ถูกลงเล็กน้อยก็รับงาน พอคิดย้อนกลับพบว่าราคานั้นไม่คลุมแม้ค่าน้ำมันบวกค่าคนขับ ปัญหายังทบอีกชั้นเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน รถชน สินค้าเสียหาย คนขับบาดเจ็บ ค่าเสียหายหนึ่งเหตุการณ์กินกำไรทั้งปีได้ ทั้งหมดนี้แก้ได้ด้วยตัวเลขที่แม่นสามชุด คือสิ้นเปลืองต่อเที่ยว ต้นทุนต่อเที่ยว และเบี้ยประกันที่จำเป็น

อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันในเส้นทางขนส่ง คำนวณอย่างไรให้แม่น

สูตรวัดสิ้นเปลืองแบบเติมเต็มถัง

วิธีที่แม่นที่สุดและใช้ได้กับทุกรถโดยไม่ต้องติดอุปกรณ์คือวิธีเติมเต็มถัง เริ่มจากเติมน้ำมันให้เต็มถังพอดี บันทึกเลขไมล์กับจำนวนลิตรที่เติมไว้ จากนั้นปล่อยให้รถวิ่งงานตามปกติ เมื่อกลับมาเติมเต็มถังอีกครั้ง นำจำนวนลิตรที่เติมรอบหลังหารด้วยกิโลเมตรที่วิ่งได้ระหว่างสองรอบ จะได้อัตราสิ้นเปลืองเป็นลิตรต่อกิโลเมตร ถ้าอยากได้เป็นกิโลเมตรต่อลิตรก็สลับตัวหาร เช่น รถ 10 ล้อเติม 150 ลิตรหลังวิ่งไป 600 กิโลเมตร สิ้นเปลืองเท่ากับ 4 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ 25 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรนั่นเอง

กุญแจของวิธีนี้อยู่ที่ความเต็มพอดีทั้งสองรอบ ถ้ารอบแรกเต็มแต่รอบหลังเติมครึ่งถัง ตัวเลขจะเพี้ยนทันที แนะนำให้วัดต่อเนื่องสามรอบขึ้นไปแล้วใช้ค่าเฉลี่ย และบันทึกแยกตามเส้นทาง เพราะอัตราสิ้นเปลืองของเที่ยวไปที่บรรทุกเต็มกับเที่ยวกลับที่รถเปล่าต่างกันมาก การรวมยอดทีเดือนแบบไม่แยกเส้นทางจะทำให้เทียบอะไรไม่ได้เลย วิธีบันทึกที่ทำได้จริงกับกองรถมีตัวอย่างละเอียดใน โปรแกรมขนส่งเติมน้ำมัน QR Code คำนวณกำไรขาดทุน จุดคุ้มทุน

ประเภทรถช่วงสิ้นเปลืองอ้างอิง (กม./ลิตร)หมายเหตุ
รถกระบะตู้ทึบ9-12งานส่งของในเมือง ติดไฟแดงเยอะจะต่ำกว่าช่วงนี้
รถ 4 ล้อ บรรทุกกลาง7-9บรรทุกเต็มกับรถเปล่าต่างกันได้ 1-2 กม./ลิตร
รถ 6 ล้อ5-6เส้นทางขึ้นเขาหรือบรรทุกหนักอาจต่ำกว่า 5
รถ 10 ล้อ3.5-4.5ทางหลวงเรียบมักอยู่ปลายบนของช่วง
หัวพ่วงกึ่งพ่วง2.5-3.5ขึ้นกับจำนวนเพลาและน้ำหนักบรรทุกรวม

ตัวเลขข้างต้นเป็นช่วงอ้างอิงเพื่อใช้ตรวจว่ารถของคุณหลุดช่วงหรือไม่ ไม่ใช่มาตรฐานตายตัว รถที่ดูแลดีและเจอเส้นทางเรียบอาจดีกว่าช่วงนี้ รถที่วิ่งขึ้นเขาหรือติดเมืองก็ต่ำกว่าได้ ให้ใช้ค่าที่วัดจริงของแต่ละคันเป็นมาตรฐานของตัวเอง แล้วเฝ้าดูว่าค่านั้นแย่ลงเมื่อไร เพราะการหลุดช่วงของตัวเองคือสัญญาณแรกก่อนจะกลายเป็นต้นทุนที่หายไปเงียบ ๆ ทุกเดือน

ปัจจัยที่ทำให้เส้นทางเดียวกันสิ้นเปลืองต่างกัน

  • น้ำหนักบรรทุก — บรรทุกเต็มกับรถเปล่าต่างกันได้ 20-30% จึงควรบันทึกน้ำหนักโดยประมาณประกอบทุกเที่ยว
  • ภูมิประเทศและช่วงตัวรถ — ขาขึ้นต่อเนื่องกินมากกว่าทางราบชัดเจน เส้นทางลูกค้าเดิมควรมีค่าอ้างอิงของเส้นทางนั้นเอง
  • การจราจรและไฟแดง — จอดรอเยอะคือการกินน้ำมันโดยไม่วิ่ง เส้นทางในเมืองจึงแย่กว่าทางหลวงเสมอ
  • ความเร็วเฉลี่ย — ขับเกิน 80-90 กม./ชม. แรงต้านอากาศโตแบบทวีคูณ สิ้นเปลืองเพิ่มทั้งที่ถึงเร็วขึ้นไม่กี่นาที
  • พฤติกรรมคนขับ — เร่งแล้วเบรกแรง เร่งแซง รอจอดติดเครื่องนาน คือสาเหตุอันดับต้นที่แก้ได้ด้วยการโค้ชด้วยตัวเลข
  • สภาพรถ — ยางอ่อน ฟิลเติมอากาศอุดตัน น้ำมันเครื่องเก่า ทำให้กินเพิ่มแบบเงียบ ๆ ทั้งที่คนขับไม่ได้ทำอะไรผิด

แปลงอัตราสิ้นเปลืองเป็นต้นทุนน้ำมันต่อเที่ยว

เมื่อได้อัตราสิ้นเปลืองของเส้นทางนั้นแล้ว แปลงเป็นเงินได้ด้วยสูตรเดียว คือระยะทางหารด้วยกิโลเมตรต่อลิตร คูณราคาน้ำมันต่อลิตร เช่น รถ 10 ล้อวิ่งกรุงเทพฯ ไปขอนแก่น 450 กิโลเมตร สิ้นเปลือง 4 กม./ลิตร ใช้ดีเซลราคา 32 บาทต่อลิตร ต้นทุนน้ำมันเท่ากับ 450 ÷ 4 × 32 = 3,600 บาทต่อเที่ยวไป ถ้าขากลับรถเปล่าได้ 4.5 กม./ลิตร ขากลับกินประมาณ 3,200 บาท รวมหนึ่งรอบกว่า 6,800 บาท ตัวเลขนี้คือชิ้นส่วนแรกที่ต้องเอาไปวางในต้นทุนต่อเที่ยวก่อนตั้งราคา

คิดราคาค่าขนส่งตามงานที่รับ อย่างไรไม่ขาดทุน

หลักการตั้งราคาค่าขนส่งมีบรรทัดเดียว คือราคาต้องเท่ากับต้นทุนรวมทุกอย่างบวกกำไรที่ต้องการ แต่ความยากอยู่ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ได้รู้ต้นทุนรวมของตัวเองจริง ๆ จึงต้องไล่ต้นทุนให้ครบทุกหมวดก่อน แล้วจึงเลือกรูปแบบการคิดราคาที่เหมาะกับลักษณะงานที่รับ

รวมต้นทุนให้ครบก่อนตั้งราคา

ต้นทุนขนส่งแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มตัวแปรตามระยะทางและจำนวนเที่ยว กับกลุ่มตายตัวที่ต้องจ่ายไม่ว่าจะมีงานหรือไม่ หลายรายพลาดเพราะรวมแค่น้ำมันกับค่าคนขับ แล้วลืมค่ายาง ค่าซ่อม และค่างวด ซึ่งพอคิดเป็นรายกิโลเมตรแล้วมักแพงกว่าที่คิดไว้มาก

  • ตัวแปรต่อเที่ยว — น้ำมันตามสูตรข้างต้น ค่าคนขับต่อวันหรือต่อเที่ยว ค่าทางด่วนและทางหลวงพิเศษ ค่าเก็บของ ค่าน้ำหนักเกิน
  • บำรุงรักษาตามระยะทาง — น้ำมันเครื่อง ฟิลเติมอากาศ ยาง เบรก ควรแผ่เป็นต้นทุนต่อกิโลเมตร เช่น ยางชุด 24,000 บาท อยู่ได้ 80,000 กม. เท่ากับ 0.30 บาท/กม.
  • ตายตัวรายเดือน — ค่างวดผ่อนรถ ประกันทุกประเภท ภาษีรถ เงินเดือนเจ้าหน้าที่สำนักงาน ค่าเช่าอู่ ต้องกระจายลงเที่ยวที่รับได้ในเดือนนั้น
  • เงินสำรองเหตุไม่คาดฝัน — ซ่อมใหญ่ เคลมส่วนแรก ค่าปรับ หรือเที่ยวว่าง ควรเผื่อไว้ 5-10% ของต้นทุนรวม

รูปแบบการคิดราคาที่นิยมในงานขนส่ง

รูปแบบราคาวิธีคิดเหมาะกับงานแบบไหน
ต่อเที่ยว (เหมา)ต้นทุนรวมต่อเที่ยว บวกกำไร ปัดเป็นราคาสุทธิงานเส้นทางตายตัว ส่งตรงจุดเดียว จบในเที่ยวเดียว
ต่อตัน-กิโลเมตรต้นทุนต่อเที่ยว หารน้ำหนักบรรทุก (ตัน) หารระยะทาง (กม.) แล้วบวกกำไรงานน้ำหนักบรรทุกไม่แน่นอน เทียบเรทข้ามเส้นทางได้ง่าย
ต่อจุดส่ง / ต่อพาเลทต้นทุนฐานบวกค่าจุดส่งเพิ่มทุกจุด หรือคิดต่อหน่วยของที่ส่งงานส่งหลายจุดต่อรอบ ของเล็กจำนวนมาก รถกระบะและรถ 4 ล้อ
เหมารายเดือนต้นทุนตายตัวทั้งเดือน บวกต้นทุนตัวแปรที่ประมาณการไว้ บวกกำไรรถประจำลูกค้าเดียว เส้นทางประจำ วางแผนงบได้ทั้งสองฝ่าย

ตัวอย่างจบตั้งแต่ต้นทุนถึงราคา รถ 10 ล้อเที่ยวกรุงเทพฯ ขอนแก่น ต้นทุนน้ำมันรวมสองขา 6,800 บาท ค่าคนขับ 1,500 บาท ค่าทาง 800 บาท แผ่บำรุงรักษาและยางอีก 700 บาท ได้ต้นทุนตรงต่อเที่ยว 9,800 บาท บวกเงินสำรองและตายตัวกระจายเที่ยวละ 700 บาท ต้นทุนเต็ม 10,500 บาท ถ้าต้องการกำไร 15% ราคาขายเท่ากับ 10,500 ÷ (1 − 0.15) ≈ 12,350 บาท ปัดเป็น 12,500 บาท ราคานี้อธิบายที่มาได้ทุกบาท ไม่ใช่ราคาที่เดาตามคู่แข่ง

ทำธุรกิจขนส่งควรทำประกันอะไรบ้าง

ประกันภัยในธุรกิจขนส่งไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ตัดได้ แต่คือต้นทุนที่ซื้อความอยู่รอดเอาไว้ล่วงหน้า อุบัติเหตุหนึ่งครั้งอาจสร้างความเสียหายพร้อมกันทั้งตัวรถ สินค้าผู้อื่นที่เรารับผิดชอบ และตัวคนขับ ถ้าไม่มีประกันคลุมถึง ความเสียหายจะมาจากกำไรที่สะสมมาทั้งปีภายในคืนเดียว ประกันที่ผู้ประกอบการขนส่งควรมีมีห้ากลุ่มหลักดังนี้

ประกันภัยคุ้มครองอะไรใครต้องมี
พ.ร.บ. รถยนต์ (บังคับ)ร่างกายและชีวิตบุคคลภายนอกตามกฎหมาย ทุนต่ำ ครอบคลุมน้อยทุกคัน ไม่มีสิทธิ์ขึ้นถนนถ้าไม่มี
ประกันรถชั้น 1 หรือ 2+ตัวรถ กระโดง น้ำท่วม ไฟไหม้ โจรกรรม และความเสียหายบุคคลภายนอกทุกคันที่ยังมีมูลค่าสูง งานพาณิชย์แนะนำชั้น 1
ประกันภัยสินค้าระหว่างขนส่ง (Inland Transit)สินค้าที่รับผิดชอบในรถ ครอบคลุมอุบัติเหตุ พลิกคว่ำ ไฟไหม้ โจรกรรมปล้น น้ำท่วม ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ทุกรายที่รับผิดชอบสินค้าลูกค้า โดยเฉพาะสินค้ามูลค่าสูง
ประกันอุบัติเหตุบุคคล (PA) คนขับค่ารักษา ทุพพลภาพ และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ทำเสริมพ.ร.บ. ที่ทุนต่ำทุกคัน พร้อมประกันชีวิตกลุ่มคนขับประจำ
ประกันความรับผิดของผู้ขนส่งค่าเสียหายสินค้าที่ลูกค้าเรียกร้อง ระหว่างสินค้าอยู่ในความรับผิดชอบบริษัทรับขนส่งที่ลงนามใบรับขนส่งรับผิดชอบสินค้า

ประกันรถกับประกันสินค้า ต่างกันอย่างไร

จุดที่เจ้าของรถมือใหม่เข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าประกันรถชั้น 1 คุ้มครองสินค้าที่บรรทุกด้วย ความจริงคือกรมธรรม์รถส่วนใหญ่ระบุยกเว้นสินค้าที่บรรทุกไว้ชัดเจน รถซ่อมได้ แต่สินค้าลูกค้าเสียหายทั้งคัน ต้องจ่ายคืนจากกระเป๋าตัวเองถ้าไม่มีประกันภัยสินค้าระหว่างขนส่ง ทั้งสองตัวจึงทำหน้าที่คนละตำแหน่ง ประกันรถคุ้มตัวรถ ประกันสินค้าคุ้มของที่อยู่บนรถ และเมื่อทำประกันสินค้าต้องแจ้งประเภทสินค้าให้ตรงจริง เพราะสินค้าบางกลุ่ม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อาหารแช่แข็ง หรือกระจกเปราะ มีเงื่อนไขและเบี้ยต่างกัน

เช็กลิสต์ก่อนเลือกประกันขนส่ง

  1. แจ้งประเภทสินค้าและเส้นทางให้ตรงความจริง อย่าประเมินต่ำเพื่อลดเบี้ย เพราะเคลมอาจถูกปฏิเสธทั้งกรณี
  2. ดูทุนคุ้มครองต่อเที่ยวว่าพอกับมูลค่าสินค้าที่บรรทุกจริงหรือไม่ สินค้าแพงเที่ยวหนึ่งควรแจ้งเพิ่มทุนเฉพาะเที่ยว
  3. อ่านข้อยกเว้นให้ครบ โดยเฉพาะการจอดค้างคืน การขึ้น-ลงสินค้า และสินค้าเปราะบาง
  4. เตรียมเอกสารรับ-ส่งสินค้าครบทุกเที่ยว ใบรับขนส่งและภาพก่อนบรรทุกคือหลักฐานสำคัญตอนเคลม
  5. แจ้งเหตุและเคลมทันทีเมื่อเกิดเหตุ ห้ามซ่อมหรือขนย้ายสินค้าก่อนผู้แทนประกันตรวจซาก
  6. เอาเบี้ยประกันทั้งหมดรวมเป็นต้นทุนในราคาค่าขนส่ง อย่ากลืนต้นทุนนี้เองโดยไม่คิดเงินคืน

จดยอดเติมให้แม่น คือจุดเริ่มต้นของทุกตัวเลขในบทความนี้

สูตรทั้งหมดข้างต้นใช้ได้จริงก็ต่อเมื่อข้อมูลการเติมน้ำมันแม่นและครบทุกเที่ยว ถ้ายังเก็บใบเสร็จในกล่องแล้วมานั่งรวมปลายเดือน ตัวเลขจะช้าและเพี้ยนเสมอ **FuelSmart Fleet — โปรแกรมขนส่งเติมน้ำมัน QR Code** ทำให้ข้อมูลชุดนี้เกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องจดมือ คนขับเปิดแอปแสดง QR ให้เจ้าหน้าที่ปั๊มสแกน ยอดลิตร ราคา เวลา และทะเบียนรถลงระบบทันทีที่จ่ายจบ ระบบคำนวณอัตราสิ้นเปลืองรายคัน รายเส้นทาง และต้นทุนต่อเที่ยวให้อัตโนมัติ พร้อมสรุปยอดและแจ้งเตือนผิดปกติเข้า LINE OA ของผู้บริหาร ดูภาพรวมของชุดระบบทั้งหมดได้ที่หน้า โปรแกรมน้ำมัน

ถ้าอยากต่อยอดความลึกของแต่ละหัวข้อ อ่านต่อในคลัสเตอร์เดียวกันได้ วิธีคำนวณสิ้นเปลืองและจุดคุ้มทุนของโปรแกรมมีใน โปรแกรมขนส่งเติมน้ำมัน QR Code คำนวณกำไรขาดทุน จุดคุ้มทุน ความสามารถฝั่งควบคุมโควตาและป้องกันทุจริตมีใน โปรแกรมจัดการและติดตามการใช้น้ำมันกองรถ เห็นทุกลิตรเรียลไทม์ ฝั่งงบการเงินอ่านต่อที่ อ่านงบกำไรขาดทุนปั๊มน้ำมันให้เป็นใน 10 นาที และภาพรวมเทคโนโลยีล่าสุดที่ AI ช่วยงานน้ำมันได้อะไรบ้าง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณน้ำมัน ราคาค่าขนส่ง และประกัน

รถขนส่งหนึ่งคัน สิ้นเปลืองน้ำมันเท่าไรถึงถือว่าปกติ?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคัน ให้วัดจริงด้วยวิธีเติมเต็มถังอย่างน้อยสามรอบต่อเส้นทาง แล้วเทียบกับช่วงอ้างอิงตามประเภทรถในตารางข้างต้น จากนั้นใช้ค่าเฉลี่ยของคันนั้นเป็นมาตรฐานของตัวเอง เฝ้าดูว่าเดือนถัดไปหลุดช่วงเดิมหรือไม่ ถ้าหลุดโดยไม่มีเหตุจากน้ำหนักบรรทุกหรือเส้นทาง ให้ตรวจสอบทันทีทั้งสภาพรถและร่องรอยการเติม

คิดค่าขนส่งต่อตัน-กิโลเมตรทำอย่างไร?

นำต้นทุนรวมต่อเที่ยวมาหารด้วยน้ำหนักบรรทุกจริงเป็นตัน แล้วหารด้วยระยะทางเป็นกิโลเมตร จะได้ต้นทุนต่อตัน-กิโลเมตร เช่น ต้นทุน 9,800 บาท บรรทุก 15 ตัน วิ่ง 450 กิโลเมตร เท่ากับประมาณ 1.45 บาทต่อตัน-กิโลเมตร แล้วบวกกำไรตามที่ต้องการก่อนเสนอราคา วิธีนี้ทำให้เทียบงานหลายเส้นทางด้วยสเกลเดียวกันได้

ประกันรถชั้น 1 คุ้มครองสินค้าที่บรรทุกหรือไม่?

โดยทั่วไปไม่คุ้มครองครับ กรมธรรม์ประกันรถส่วนใหญ่ระบุยกเว้นสินค้าที่บรรทุกอยู่เสมอ ประกันรถคุ้มครองตัวรถและความเสียหายต่อบุคคลภายนอกเท่านั้น สินค้าของลูกค้าที่เสียหายต้องใช้ประกันภัยสินค้าระหว่างขนส่งแยกต่างหาก จึงควรทำทั้งสองแบบคู่กัน และเช็กข้อยกเว้นในกรมธรรม์ของตัวเองทุกครั้งก่อนต่ออายุ

ประกันสินค้าขนส่งคุ้มครองอะไรบ้าง?

ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยมากครอบคลุมความเสียหายของสินค้าจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำ ชน ไฟไหม้ น้ำท่วม และโจรกรรมปล้น บางแบบขยายความรับผิดระหว่างพักจอดหรือการขึ้น-ลงสินค้า สินค้าแต่ละประเภทมีเงื่อนไขต่างกัน เช่น ของเปราะบางหรืออาหารสด ควรแจ้งประเภทสินค้าและเส้นทางให้ตรงจริงตั้งแต่ทำกรมธรรม์ เพื่อให้เคลมได้เต็มทุนเมื่อเกิดเหตุ

ควรรวมเบี้ยประกันไว้ในราคาค่าขนส่งหรือไม่?

ควรครับ เบี้ยประกันทุกประเภท ทั้งรถ สินค้า และประกันอุบัติเหตุคนขับ คือต้นทุนประจำของธุรกิจขนส่งเหมือนน้ำมันและค่าคนขับ ควรสรุปเบี้ยทั้งปีแล้วกระจายเป็นต้นทุนต่อเที่ยวหรือต่อเดือนตามงานที่รับ แล้วใส่ไว้ในสูตรตั้งราคาข้างต้น ธุรกิจที่ราคาคลุมต้นทุนจริงจะอยู่ได้ยาวกว่าธุรกิจที่ตั้งราคาแบบเดา

สรุปสั้น ๆ ว่าทั้งสามเรื่องคือระบบเดียวกัน วัดสิ้นเปลืองให้แม่นรายเส้นทาง เอาไปสร้างต้นทุนต่อเที่ยวที่ครบทุกหมวด ตั้งราคาด้วยต้นทุนบวกกำไรที่ตัวเองกำหนด แล้วปิดความเสี่ยงที่เหลือด้วยประกันที่ถูกประเภท เมื่อทั้งสามชิ้นตรงกัน การรับงานเที่ยวไหนก็รู้ทันทีว่ากำไรหรือขาดทุน ทีมงาน MagnitudePlus พร้อมพาชมระบบจริงถึงหน้างานหรือสาธิตออนไลน์ พร้อมช่วยคำนวณจุดคุ้มทุนตามขนาดกองรถของคุณฟรี ไม่มีภาระผูกพัน

อยากให้ระบบช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ปั๊มของคุณ?

ทีมงาน MagnitudePlus พร้อมให้คำปรึกษาฟรี ประเมินหน้างานจริง และสาธิตระบบให้ดูตามปัญหาที่ปั๊มเจอ ไม่มีภาระผูกพัน ใช้เวลาเพียง 15 นาทีทางโทรศัพท์